เช็คสุขภาพ : ที่นี่ ... มีคำตอบให้ทุกคำถามเกี่ยวกับสุขภาพของท่าน
หน้าแรก / บทความ / แผลปริที่ขอบทวาร (Anal Fissure) สาเหตุ อาการและการรักษา
โดย : ศิรินนา เรณ่า สิริบวรวงศ์
ทบทวนบทความโดย : ทีมเช็คสุขภาพ
แผลปริที่ขอบทวาร (Anal Fissure) สาเหตุ อาการและการรักษา

แผลปริที่ขอบทวาร (Anal Fissure) เป็นรอยแตกขนาดเล็กหรือรอยแผลเปิด (แผลเปื่อย) ที่เกิดขึ้นในบริเวณเนื้อเยื่อบางและชื้น ซึ่งทางการแพทย์เรียกว่า "เยื่อเมือก (mucosa)" ในบริเวณเยื่อบุรอบรูทวารหนัก โดยรอยแตกจะเกิดขึ้นขณะที่เกร็งเพื่อขับถ่ายอุจจาระที่แข็งหรือมีขนาดใหญ่ รอยแตกมักจะทำให้เกิดอาการเจ็บเฉียบพลันและมีเลือดออก ผู้ป่วยที่มีแผลปริที่ขอบทวารอาจมีอาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อตรงบริเวณหูรูดทวารซึ่งเป็นกล้ามเนื้อบริเวณวงรอบที่ทำหน้าที่กลั้นอุจจาระ

แผลปริที่ขอบทวารสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกวัย นอกจากนี้ยังพบว่าแผลปริที่ขอบทวารมักพบมากที่สุดในเด็กอ่อน อย่างไรก็ตามแผลปริที่ขอบทวารสามารถรักษาให้หายได้ด้วยวิธีง่าย ๆ โดยแนะนำผู้ป่วยให้ทานอาหารที่มีกากใยมากขึ้นและรักษาระดับน้ำในร่างกายให้เพียงพอ ในผู้ป่วยบางรายอาจแนะนำให้เลือกวิธีการนั่งแช่น้ำเพื่อบรรเทาอาการที่เกิดขึ้น หรืออาจแนะนำผู้ป่วยบางรายให้เลือกวิธีการใช้ยาหรือการผ่าตัดรักษาในกรณีที่รักษาไม่หายเรื้อรัง

อาการของแผลปริที่ขอบทวาร

สัญญาณและอาการของแผลปริที่ขอบทวารในแต่ละบุคคลอาจแตกต่างกันไป ได้แก่:

  • มีอาการเจ็บ ซึ่งบางครั้งมีอาการรุนแรงระหว่างขับถ่ายอุจจาระ
  • มีอาการเจ็บหลังขับถ่ายอุจจาระ ซึ่งในบางครั้งอาจมีอาการต่อเนื่องนานหลายนาทีถึงหลายชั่วโมง
  • มีเลือดสีแดงสดปนเปื้อนในอุจจาระหลังขับถ่ายอุจจาระ
  • มีรอยแตกหรือรอยแผลเปิดที่มองเห็นได้ชัดเจนตรงบริเวณเยื่อบุรอบรูทวารหนัก
  • มีตุ่มขนาดเล็กหรือติ่งเนื้อบวมบนบริเวณผิวหนังถัดจากรอยแตกส่วนล่างสุด

ควรพบแพทย์เมื่อใด

ผู้ป่วยควรพบแพทย์หากมีอาการเจ็บต่อเนื่องทั้งในช่วงระหว่างและหลังจากขับถ่ายอุจจาระ หากอุจจาระมีเลือดปนเปื้อนออกมาด้วยหรือพบเลือดบนกระดาษชำระที่เช็ดหลังขับถ่าย คุณอาจต้องพบแพทย์

แผลปริที่ขอบทวารเกิดจากสาเหตุใดได้บ้าง

สาเหตุที่ทำให้แผลปริที่ขอบทวารโดยทั่วไปมีหลายประการดังนี้:

  • การถ่ายอุจจาระแข็งหรือมีขนาดใหญ่
  • มีอาการท้องผูกและการเกร็งขณะขับถ่ายอุจจาระ
  • มีอาการท้องเสียเรื้อรัง
  • มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก
  • คลอดบุตร

นอกจากนี้ ยังมีสาเหตุอื่น ๆ ซึ่งพบได้น้อยกว่า ได้แก่ :

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดแผลปริที่ขอบทวาร

ปัจจัยต่าง ๆ อาจเพิ่มโอกาสที่ทำให้เสี่ยงต่อการพัฒนาเป็นแผลปริที่ขอบทวาร เช่น:

  • อาการท้องผูก: เกิดขึ้นเมื่ออุจจาระแข็งและถ่ายยากจนต้องเกร็งซึ่งอาจทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดรอยแตกตรงบริเวณเยื่อบุรอบทวารหนักได้
  • การคลอดบุตร: รอยแตกรอบทวารหนักจะพบได้บ่อยในสตรีหลังคลอด
  • โรคโครห์น: โรคลำไส้อักเสบชนิดนี้ทำให้ลำไส้เกิดการอักเสบซึ่งก่อให้เกิดรอยแตกรอบทวารหนัก
  • การมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก: การมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักยังอาจทำให้เกิดรอยแตกรอบทวารหนักได้ด้วย
  • อายุ: บุคคลทุกวัยสามารถมีแผลปริที่ขอบทวารได้ อย่างไรก็ตามแผลปริที่ขอบทวารจะพบได้บ่อยที่สุดในทารกและผู้ใหญ่วัยกลางคน

แพทย์วินิจฉัยแผลปริที่ขอบทวารได้อย่างไร

เมื่อผู้ป่วยพบแพทย์ แพทย์อาจซักถามประวัติการรักษาของผู้ป่วยโดยจะทำการตรวจร่างกายบางอย่าง รวมทั้งตรวจบริเวณทวารหนัก ซึ่งแผลฉีกขาดหรือรอยแตกมักจะมองเห็นได้ชัดเจน อย่างไรก็ตามอาจจำเป็นต้องทำการตรวจบางอย่างเพื่อวินิจฉัยอาการ

สำหรับแผลปริที่ขอบทวารแบบเฉียบพลัน แผลฉีกขาดหรือรอยแตกใหม่นี้จะค่อนข้างคล้ายกับรอยแผลจากกระดาษบาด ในขณะเดียวกัน แผลปริที่ขอบทวารเรื้อรังมักจะมีแผลฉีกขาดลึกขึ้นและมีโอกาสที่จะมีแผลเป็นบริเวณรอยแตก หากมีรอยแตกและแผลฉีกขาดอยู่นานเกินแปดสัปดาห์ แผลปริที่ขอบทวารจะเป็นอาการเรื้อรังและอาจต้องทำการผ่าตัดเพื่อรักษารอยแตกให้หาย

สามารถพบร่องรอยสาเหตุของแผลปริที่ขอบทวารได้จากตำแหน่งของรอยปริแตก ตัวอย่างเช่น รอยแตกหรือแผลฉีกขาดที่เกิดขึ้นที่ช่องเปิดทวารหนักด้านข้างมักจะเป็นสัญญาณความผิดปกติอีกโรคหนึ่ง เช่น โรคโครห์น ในกรณีนี้อาจแนะนำให้ผู้ป่วยเข้ารับการตรวจเพิ่มเติมเพื่อดูว่ามีภาวะอื่นอยู่ก่อนแล้วหรือไม่:

  • การส่องกล้องตรวจทวารหนัก: แพทย์จะสอดท่ออุปกรณ์ขนาดสั้นเข้าในทวารหนักของผู้ป่วยเพื่อดูภาพลำไส้ใหญ่ปลายหรือช่องทวารหนัก
  • การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ส่วนปลายแบบโค้งงอ: จะเป็นการสอดท่อบางแบบโค้งงอซึ่งมีใยแก้วนำแสงอยู่เข้าไปช่องทวารหนักเพื่อดูส่วนล่างของลำไส้ใหญ่และช่องทวารหนัก หากผู้ป่วยอายุน้อยกว่า 50 ปีและไม่มีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคลำไส้หรือมะเร็งลำไส้ แพทย์อาจเลือกใช้การตรวจชนิดนี้เป็นวิธีการวินิจฉัยที่แนะนำ
  • การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่: จะเป็นการสอดท่อยาวที่โค้งงอผ่านช่องทวารหนักเข้าในลำไส้ใหญ่ปลายและลำไส้เพื่อตรวจดูลำไส้ใหญ่ทั้งหมด หากผู้ป่วยอายุเกิน 50 ปี หรือมีปัจจัยเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งลำไส้ รวมทั้งมีสัญญาณสภาวะอื่น ๆ หรืออาการอื่น ๆ เช่น ปวดท้องหรือท้องเสียบ่อย แพทย์จะใช้วิธีการวินิจฉัยนี้

วิธีการรักษา

การรักษาแบบดั้งเดิม:

สามารถรักษาแผลปริที่ขอบทวารให้หายได้ภายในไม่กี่สัปดาห์ด้วยนิสัยการทานอาหารเพื่อสุขภาพเพื่อทำให้อุจจาระมีลักษณะนุ่ม รวมทั้งทานอาหารที่มีเส้นใยและเป็นของเหลวมากขึ้น หลังขับถ่ายอุจจาระแต่ละครั้ง ผู้ป่วยอาจเลือกแช่น้ำอุ่นเป็นเวลา 10 ถึง 20 นาทีต่อครั้งโดยทำวันละหลาย ๆ ครั้ง วิธีนี้จะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อหูรูดและมีส่วนช่วยในการรักษา อย่างไรก็ตาม หากอาการไม่ดีขึ้น แพทย์อาจแนะนำวิธีการรักษาแบบไม่ต้องผ่าตัดอื่น ๆ เช่น:

  • ยาขยายหลอดเลือดแบบทาภายนอก (Rectiv): Rectiv เป็นครีมขยายหลอดเลือดที่ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดให้กับรอยแตกเพื่อมีส่วนช่วยกระบวนการรักษา รวมทั้งช่วยทำให้กล้ามเนื้อหูรูดทางทวารหนักผ่อนคลายซึ่งช่วยลดความดันภายในทวารหนักและบรรเทาอาการปวด แนะนำให้ใช้ Rectiv เป็นทางเลือกในการรักษาทางการแพทย์หากวิธีการรักษาหลักแบบอื่น ๆ ไม่ได้ผล อย่างไรก็ตาม Rectiv อาจมีผลข้างเคียงได้ เช่น อาการปวดศีรษะเล็กน้อยจนถึงระดับรุนแรง
  • ครีมยาชาเฉพาะที่: ครีมนี้จะช่วยให้รู้สึกชาหรือลดความรู้สึกเจ็บปวด ซึ่งคือ ลิโดเคน ไฮโดรคลอไรด์ (ไซโลเคน) (lidocaine hydrochloride (Xylocaine))
  • การฉีดโบทูลินัมท็อกซินชนิด A (โบท็อกซ์): แพทย์อาจใช้วิธีฉีดเพื่อทำให้กล้ามเนื้อหูรูดเป็นอัมพาตและบรรเทาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ
  • ยาลดความดันโลหิต: รับประทานยาหรือทายาภายนอก โดยสามารถใช้ยาเหล่านี้ได้หากยาขยายหลอดเลือดไม่ได้ผลหรือทำให้เกิดผลข้างเคียง

การผ่าตัดรักษา:

หากแผลปริที่ขอบทวารเริ่มมีอาการเรื้อรังรักษาได้ยาก และไม่ตอบสนองต่อวิธีการรักษาแบบดั้งเดิม แพทย์อาจใช้ขั้นตอนการรักษาที่เรียกว่า การผ่าตัดกล้ามเนื้อหูรูดชั้นในด้านข้าง (LIS) ขั้นตอนการรักษานี้เป็นการตัดส่วนด้านข้างของกล้ามเนื้อหูรูดทางทวารหนักชั้นในเพื่อบรรเทาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อและอาการปวด รวมทั้งมีส่วนช่วยในการรักษารอยแตก ส่วนปลายของกล้ามเนื้อหูรูดที่ถูกตัดออกจะผนึกรวมกันใหม่ผ่านกระบวนการสมานแผลตามปกติ

การเตรียมตัวสำหรับการพบแพทย์:

ก่อนพบแพทย์ควรเตรียมข้อมูลดังต่อไปนี้:

  • ข้อมูลเกี่ยวกับอาการที่เป็น
  • ข้อมูลเกี่ยวกับยารักษา วิตามิน หรืออาหารเสริมอื่นๆ ทั้งหมด
  • ข้อมูลเกี่ยวกับวิถีชีวิต รวมทั้งความเครียด การเปลี่ยนแปลงล่าสุดในชีวิต และประวัติการรักษา
  • คำถามต่าง ๆ ที่จะสอบถามแพทย์ เช่น สิ่งที่เป็นสาเหตุของอาการต่างๆ จำเป็นต้องทำการทดสอบหรือไม่ มีข้อจำกัดใดบ้างที่ต้องปฏิบัติตาม เป็นต้น

สิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเมื่อพบแพทย์:

ในระหว่างที่สัมภาษณ์ผู้ป่วย แพทย์อาจสอบถามคำถามหลายข้อ เช่น เมื่อเริ่มมีอาการเกิดขึ้น อาการมีความรุนแรงขนาดไหน ผู้ป่วยมีโรคประจำตัวอื่น ๆ หรือไม่ เป็นต้น

ประวัติเจ้าของบทความ

ศิรินนา เรณ่า สิริบวรวงศ์ จบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล และกำลังศึกษาในระดับปริญญาเอก สาขาวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อีกทั้งกำลังศึกษาในระดับปริญญาตรี (ปริญญาใบที่สอง) ในหลักสูตรนิติศาสตร์บัณฑิต คณะนิติศาสตร์ปรีดีพนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

ปัจจุบัน ศิรินนาเป็นนักอาชีพสายกฎหมายและการแพทย์ โดยมีความเชี่ยวชาญพิเศษในด้านการแปลเอกสารเอกสารคำขอรับความคุ้มครองสิทธิบัตรยา และวิทยาศาสตร์พันธุกรรม เอกสารกำกับยา คู่มือการปฏิบัติงานในโรงพยาบาล คู่มือการใช้งานเครื่องมือแพทย์ รวมถึงมีความสามารถในการแปลเอกสารกฎหมายต่าง ๆ อีกด้วย

14/06/2021
บทความที่เกี่ยวข้อง
CHECKSUKKAPHAP.COM
เลขที่ 598 ชั้น 6 ถนนเพลินจิต ลุมพินี ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
095-515-9229
ข้อกำหนดและเงื่อนไข ความเป็นส่วนตัว